วันอังคารที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2558

บทสวดมนต์ชินนบัญชรแบบย่อ

บทสวดมนต์ชินนบัญชรแบบย่อ

        ชินบัญชร  แปลว่า  กรง หรือเกราะป้องกันของพระชินสีห์
            พระคาถาชินบัญชรนี้ ผู้สวดภาวนาอยู่เป็นประจำสม่ำเสมอ ย่อมได้รับอนิสงส์มากมาย ๑๐๘ ประการ ดังคำที่ว่า "ฝอยท่วมหลังช้าง" คือไม่อาจพรรณาได้หมด
            ขอแนะนำท่านที่สนใจสวด พระคาถาชินบัญชร (ย่อ)
     หากท่านมีเวลาน้อย ไม่สามารถสวดพระคาถาชินบัญชรฉบับเต็มได้ ก็ให้สวด       ชินบัญชรย่อ ดังนี้

ชินบัญชรย่อ
                  ชินะปัญชะระปะริตตัง มัง รักขะตุ สัพพะทา.
          ขอพระชินบัญชรปริตร จงรักษาข้าพเจ้าตลอดกาลทุกเมื่อ
 
                             หัวใจพระคาถาชินบัญชร
      หากมีเวลาน้อย ถ้าไม่สวดแบบย่อจะเลือกสวดหัวใจพระคาถาชินบัญชรแทนก็ได้ โดยน้อมกายใจระลึกถึงเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต  พรหมรังสี) แล้วสวดคาถาข้างล่างนี้ จักสำเร็จผลทุกประการเช่นกัน

หัวใจพระคาถาชินบัญชร
                    ชะ     จะ     ตะ     สะ     สี     สัง     หะ     โก
                    ทะ     กะ     เก      นิ      กุ     โส      ปุ      เถ
                    เส      เอ     ชะ      ระ     ธะ    ขะ     อา      ชิ
                    วา      อะ     วะ      ชิ      สะ    อิ      ตัง      ฯ


                     ..........................จบ................................

คำบทสวดที่มีประโยชน์(30 กันยายน 2558)

คำบทสวดที่มีประโยชน์


1) คำบทสวดที่มีประโยชน์

2) คำบทสวดที่มีประโยชน์

3) คำบทสวดที่มีประโยชน์

4) คำบทสวดชินนบัญชร

คาถาชินบัญชร โดยสมเด็จพระพุฒาจารย์ 
(โต พรหมรังสี)




คาถาชินบัญชร โดยสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี)

พระคาถานี้เป็นคาถาศักดิ์สิทธิ์ตกทอดมาจากลังกา 
ท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯค้นพบในคัมภีร์โบราณและได้ดัดแปลงแต่งเติมให้ดีขึ้นเป็นเอกลักษณ์พิเศษ
ผู้ใดสวดภาวนาพระคาถานี้เป็นประจำสม่ำเสมอจะทำให้เกิดความสิริมงคลแก่ตนเอง 
ศัตรูไม่กล้ากล้ำกราย มีเมตตามหานิยม ขจัดภัยตลอดจนคุณไสยต่างๆ 
ก่อนเจริญภาวนาให้ตั้งนะโม ๓ จบ แล้วระลึกถึงหลวงปู่โตและตั้งคำอธิษฐานแล้วเริ่มสวด

  • เริ่มสวด นโม 3 จบ 

    นะโมตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
    นะโมตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ 
    นะโมตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ

  • นึกถึงหลวงปู่โตแล้วตั้งอธิษฐาน

    ปุตตะกาโมละเภปุตตัง ธะนะกาโมละเภธะนัง 
    อัตถิกาเยกายะญายะ เทวานังปิยะตังสุตตะวา 
    อิติปิโสภะคะวา ยะมะราชาโน ท้าวเวสสุวัณโณ 
    มรณังสุขัง อะระหังสุคะโต นะโมพุทธายะ 


  • เริ่มบทพระคาถาชินบัญชร 
    1. ชะยาสะนากะตา พุทธา       เชตวา มารัง สะวาหะนัง 
      จะตุสัจจาสะภัง ระสัง         เย ปิวิงสุ นะราสะภา.

    2. ตัณหังกะราทะโย พุทธา      อัฏฐะวีสะติ นายะกา 
      สัพเพ ปะติฏฐิตา มัยหัง       มัตถะเกเต มุนิสสะรา.

    3. สีเส ปะติฏฐิโต มัยหัง        พุทโธ ธัมโม ทะวิโลจะเน 
      สังโฆ ปะติฏฐิโต มัยหัง      อุเร สัพพะคุณากะโร.

    4. หะทะเย เม อะนุรุทโธ        สารีปุตโต จะทักขิเณ
      โกณฑัญโญ ปิฏฐิภาคัสมิง    โมคคัลลาโน จะ วามะเก. 

    5. ทักขิเณ สะวะเน มัยหัง       อาสุง อานันทะ ราหุโล
      กัสสะโป จะ มะหานาโม      อุภาสุง วามะโสตะเก.

    6. เกสันเต ปิฏฐิภาคัสมิง        สุริโย วะ ปะภังกะโร
      นิสินโน สิริสัมปันโน          โสภิโต มุนิปุงคะโว


    7. กุมาระกัสสโป เถโร           มะเหสี จิตตะ วาทะโก
      โส มัยหัง วะทะเน นิจจัง       ปะติฏฐาสิคุณากะโร.

    8. ปุณโณ อังคุลิมาโร จะ          อุปาลี นันทะ สีวะลี
      เถรา ปัญจะ อิเม ชาตา        นะลาเต ติละกา มะมะ.

    9. เสสาสีติ มะหาเถรา            วิชิตา ชินะสาวะกา
      เอเตสีติ มะหาเถรา            ชิตะวันโต ชิโนระสา
      ชะลันตา สีละเตเชนะ           อังคะมังเคสุ สัณฐิตา.

    10. ระตะนัง ปุระโต อาสิ            ทักขิเณ เมตตะ สุตตะกัง
      ธะชัคคัง ปัจฉะโต อาสิ         วาเม อังคุลิมาละกัง

    11. ขันธะโมระปะริตตัญจะ         อาฏานาฏิยะ สุตตะกัง 
      อากาเส ฉะทะนัง อาสิ           เสสา ปาการะสัณฐิตา

    12. ชินา นานาวะระสังยุตตา         สัตตัปปาการะ ลังกะตา
      วาตะปิตตาทะสัญชาตา          พาหิรัช ฌัตตุปัททะวา.

    13. อะเสสา วินะยัง ยันตุ            อะนันตะชินะ เตชะสา
      วะสะโต เม สะกิจเจนะ          สะทา สัมพุทธะปัญชะเร.

    14. ชินะปัญชะระมัชฌัมหิ           วิหะรันตัง มะฮี ตะเล 
      สะทา ปาเลนตุ มัง สัพเพ        เต มะหาปุริสาสะภา.

    15. อิจเจวะมันโต            สุคุตโต สุรักโข
      ชินานุภาเวนะ           ชิตุปัททะโว
      ธัมมานุภาเวนะ          ชิตาริสังโฆ
      สังฆานุภาเวนะ          ชิตันตะราโย
      สัทธัมมานุภาวะปาลิโต   จะรามิ ชินะ ปัญชะเรติ.


    คำแปล 

  1. พระพุทธเจ้าและพระนราสภาทั้งหลาย ผู้ประทับนั่งแล้วบนชัยบัลลังก์ 
    ทรงพิชิตพระยามาราธิราชผู้พรั่งพร้อมด้วยเสนาราชพาหนะแล้ว เสวยอมตรสคือ
    อริยะสัจธรรมทั้งสี่ประการ เป็นผู้นำสรรพสัตว์ให้ข้ามพ้นจากกิเลสและกองทุกข์ 

  2. มี ๒๘ พระองค์คือ พระผู้ทรงพระนามว่า ตัณหังกรเป็นต้น พระพุทธเจ้าผู้จอมมุนีทั้งหมดนั้น

  3. ข้าพระพุทธเจ้าขออัญเชิญมาประดิษฐานเหนือเศียรเกล้า
    องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ประดิษฐานอยู่บนศีรษะ
    พระธรรมอยู่ที่ดวงตาทั้งสอง 
    พระสงฆ์ผู้เป็นอากรบ่อเกิดแห่งสรรพคุณอยู่ที่อก 

  4. พระอนุรุทธะอยู่ที่ใจพระสารีบุตรอยู่เบื้องขวา
    พระโมคคัลลาน์อยู่เบื้องซ้าย พระอัญญาโกณทัญญะอยู่เบื้องหลัง 

  5. พระอานนท์กับพระราหุลอยู่หูขวา
    พระกัสสะปะกับพระมหานามะอยู่ที่หูซ้าย 

  6. มุนีผู้ประเสริฐคือพระโสภิตะผู้สมบูรณ์ด้วยสิริดังพระอาทิตย์ส่องแสง
    อยู่ที่ทุกเส้นขน ตลอดร่างทั้งข้างหน้าและข้างหลัง 

  7. พระเถระกุมาระกัสสะปะผู้แสวงบุญทรงคุณอันวิเศษ 
    มีวาทะอันวิจิตรไพเราะอยู่ปากเป็นประจำ 

  8. พระปุณณะ พระอังคุลิมาล พระอุบาลี พระนันทะ และพระสีวะลี 
    พระเถระทั้ง ๕ นี้ จงปรากฏเกิดเป็นกระแจะจุณเจิมที่หน้าผาก 

  9. ส่วนพระอสีติมหาเถระที่เหลือผู้มีชัยและเป็นพระโอรส
    เป็นพระสาวกของพระพุทธเจ้าผู้ทรงชัย แต่ละองค์ล้วน 
    รุ่งเรืองไพโรจน์ด้วยเดชแห่งศีลให้ดำรงอยู่ทั่วอวัยวะน้อยใหญ่ 

  10. พระรัตนสูตรอยู่เบื้องหน้าพระเมตตาสูตรอยู่เบื้องขวา
    พระอังคุลิมาลปริตรอยู่เบื้องซ้าย พระธชัคคะสูตรอยู่เบื้องหลัง 

  11. พระขันธปริตร พระโมรปริตร และพระอาฏานาฏิยสูตร 
    เป็นเครื่องกางกั้นดุจหลังคาอยู่บนนภากาศ 

  12. อนึ่งพระชินเจ้าทั้งหลาย นอกจากที่ได้กล่าวมาแล้วนี้ 
    ผู้ประกอบพร้อมด้วยกำลังนานาชนิด มีศีลาทิคุณอันมั่นคง
    สัตตะปราการเป็นอาภรณ์มาตั้งล้อมเป็นกำแพงคุ้มครองเจ็ดชั้น

  13. ด้วยเดชานุภาพแห่งพระอนันตชินเจ้าไม่ว่าจะทำกิจการใดๆ 
    เมื่อข้าพระพุทธเจ้าเข้าอาศัยอยู่ในพระบัญชรแวดวงกรงล้อม 
    แห่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ขอโรคอุปัทวะทุกข์ทั้งภายนอกและภายใน 
    อันเกิดแต่โรคร้าย คือ โรคลมและโรคดีเป็นต้น 
    เป็นสมุฏฐานจงกำจัดให้พินาศไปอย่าได้เหลือ 

  14. ขอพระมหาบุรุษผู้ทรงพระคุณอันล้ำเลิศทั้งปวงนั้น 
    จงอภิบาลข้าพระพุทธเจ้า ผู้อยู่ในภาคพื้น ท่ามกลางพระชินบัญชร 
    ข้าพระพุทธเจ้าได้รับการคุ้มครองปกปักรักษาภายในเป็นอันดีฉะนี้แล 

  15. ข้าพระพุทธเจ้าได้รับการอภิบาลด้วยคุณานุภาพแห่งสัทธรรม 
    จึงชนะเสียได้ซึ่งอุปัทวอันตรายใดๆ ด้วยอานุภาพแห่งพระชินะพุทธเจ้า 
    ชนะข้าศึกศัตรูด้วยอานุภาพแห่งพระธรรม ชนะอันตรายทั้งปวงด้วยอานุภาพ 
    แห่งพระสงฆ์ ขอข้าพระพุทธเจ้าจงได้ปฏิบัติ และรักษาดำเนินไปโดยสวัสดีเป็นนิจนิรันดรเทอญฯ 




อายุขัยของเทวดา(30 กันยายน 2558)

อายุขัยของเทวดา
เรียบเรียงโดย ดร.เจตน์ คงด้วง                                              แหล่งที่มา หลายสำนักธรรม และ DMC
- อายุขัยของเทวดาแต่ละชั้นไม่เท่ากัน
เมื่อเสวยสุขบนสวรรค์จนครบอายุขัยแล้ว ก็ต้องจุติลงมาเวียนว่ายตายเกิดในโลกมนุษย์อีกครั้ง พระพุทธเจ้าตรัสว่า 1ปีทิพย์ของสวรรค์มี360วันทิพย์ของสวรรค์แต่ละชั้นและเวลาของสวรรค์แต่ละชั้นเทียบกับของโลกก็ไม่เท่ากัน เทวดาในสวรรค์แต่ละชั้นก็อายุไม่เท่ากันเช่นกัน ดังนี้
- อายุขัยของเทวดา
1) ชั้นจาตุมหาราชิกา มี1วันทิพย์ เท่ากับ 50 ปีโลกมนุษย์ เทวดามี500 ปีทิพย์ เท่ากับ 9ล้านปีโลกมนุษย์ 
2) ชั้นดาวดึงส์ มี1วันทิพย์ เท่ากับ 100 ปีโลกมนุษย์ อายุขัยเทวดา คือ1000 ปีทิพย์ เท่ากับ 36 ล้านปีโลกมนุษย์
3) ชั้นยามา มี1วันทิพย์ เท่ากับ 200 ปีโลกมนุษย์ อายุขัยเทวดาคือ 2000ปีทิพย์ เท่ากับ144 ล้านปีโลกมนุษย์
4) ชั้นดุสิต (ดุสิตบุรี) มี1วันทิพย์ เท่ากับ 400 ปีโลกมนุษย์ อายุขัยเทวดาคือ 4000 ปีทิพย์ เท่ากับ576 ล้านปีโลกมนุษย์
5) ชั้นนิมมานรดี มี1วันทิพย์ เท่ากับ 800 ปีโลกมนุษย์ อายุขัยเทวดา คือ 8000 ปีทิพย์ เท่ากับ2304 ล้านปีโลกมนุษย์
6) ชั้นปรนิมมิตวสวัตตี มี1วันทิพย์ เท่ากับ 1600 ปีโลกมนุษย์ เทวดามีอายุ 16000 ปีทิพย์ เท่ากับ 9216 ล้านปีโลกมนุษย์
- การสิ้นอายุขัยของเทวดา
เทวดาก็สิ้นอายุขัยได้ เมื่อสิ้นอายุขัย เทวดาก็จะจุติออกจากสวรรค์นั้นไปเกิดเป็นมนุษย์อีกครั้งหรืออาจจะหล่นปุ๊บไปมหานรกก็ได้ ขึ้นอยู่กับกระแสบุญบาปจะได้ช่องหรือส่งผล ซึ่งการสิ่นอายุขัยของพวกเทวดามีเหตุเป็นไปได้ 4ประการ คือ
1.สิ้นชีวิตตามอายุในสวรรค์ชั้นนั้น
2.สิ้นชีวิตก่อนถึงกำหนดอายุในสวรรค์ชั้นนั้น
3.สิ้นชีวิตเพราะสนุดจนลืมกินอาหาร
4.สิ้นชีวิตเพราะความโกรธ (เมื่อเทวดาโกรธ จะกลายเป็นไฟไหม้ตนเอง)
- การไม่ปรารถนาในสุขสมบัติสังสารวัฎที่ไม่เที่ยง  เข้าสู่นิพพานสมบัติ
จากการที่กล่าวมาจะเห็นได้ว่า แม้ว่าเทวดาทั้งหลายจะมีความสุขสมบัติมากมายเพียงใด ก็ยังต้องหมดสิ้นจากความสุขและทิพย์สมบัติต่างๆลงได้ในวันหนึ่ง นี่คืออนิจจัง ความไม่เที่ยง ซึ่งแม้แต่เทวดาหรือมยุษย์ก็ล้วนแต่มีความทุกข์ทั้งสิ้น และเมื่อเทวดาทั้งหลายหมดบุญหรือหมดอายุขัยแล้ว ก็จุติออกจากสวรรค์ มาเกิดเป็นมนุษย์เพื่อสร้างสมบารมีอีกครั้ง ซึ่งการเป็นมนุษย์ย่อมติดอยู่ในวัฎสงสาร มีโอกาสทั้งทำดีและทำชั่วซึ่งถ้าพลาดพลั้งทำกรรมชั่ว ก็จะเป็นอันตราย อบายภูมิรองรับ ( สัตว์นรก เปรต อสุรกาย สัตว์เดรัจฉาน) ซึ่งการที่จะกลับมาเกิดเป็นเทวดาหรือมนุษย์อีกครั้งเป็นเรื่องที่ยากยิ่งกว่าการงมเข็มในมหาสมุทรเสียอีก ดังนั้น มนุษย์เราทั้งหลายจะยึดมั่นในสมบัติอันไม่แน่นอนนี้ไปทำไม ด้วยเหตุนี้เอง พระพุทธเจ้าก็ดี พระอรหันต์เจ้าทั้งหลายก็ดี จึงไม่ปรารถนาในสุขสมบัติสังสารวัฎที่ไม่เที่ยงนี้ ท่านจึงเสด็จเข้าสู่นิพพานสมบัติทุกพระองค์

หมายเหตุ
 เมื่อนำมาเปรียบเทียบเป็นปีกับมนุษย์โลกได้ดังนี้
            อายุขัยของเทวดาเทียบกับปีของมนุษย์โลก 
  หนึ่ง 1 ปีทิพย์ของสวรรค์แต่ละชั้น เท่ากับ 360 วันทิพย์ของสวรรค์แต่ละชั้น 
ชั้นจาตุมีอายุ 500 ปีทิพย์ 1 วันทิพย์ เท่ากับ 50 ปีโลกมนุษย์ ดังนั้นเท่ากับ 500X360X50 = 9,000,000 ปี 
ชั้นดาวดึงส์ " " 1000  " "  1       " "         100                            " " เท่ากับ 36,000,000 ปี 
ชั้นยามา     " " 2000  " "  1       " "         200                           " " เท่ากับ 144,000,000 ปี 
ชั้นดุสิต      " " 4000  " "  1       " "         400                           " " เท่ากับ 576,000,000 ปี 
ชั้นนิมมา    " " 8000  " "  1       " "         800                         " " เท่ากับ 2,304,000,000 ปี 
ชั้นปรมิน  " " 16000  " "  1        " "      1600                         " " เท่ากับ 9,216,000,000 ปี 

             อายุของพระพรหม รูปฌาน 1 ถึง รูปฌาน 
รูปฌาน 1 มีอยู่ 3 ชั้น 
      สมาธิอย่างอ่อน ปาริสัชนาพรหม มีอายุ 1/3 กัป 
      สมาธิอย่างกลาง ปุโรหิตพรหม มีอายุ 1/2 กัป 
      สมาธิอย่างสูง มหาพรหม มีอายุ 1 กัป 
รูปฌาน 2 มีอยู่ 3 ชั้น 
      สมาธิอย่างอ่อน ปริตตาภาพรหม มีอายุ 2 กัป 
      สมาธิอย่างกลาง อัปปมาณภาพรหม มีอายุ กัป 
      สมาธิอย่างสูง อาภัสสราพรหม มีอายุ 8 กัป 
รูปฌาน 3 มีอยู่ 3 ชั้น 
     สมาธิอย่างอ่อน ปริตตสุภาพรหม มีอายุ 16 กัป 
     สมาธิยย่างกลาง อัปปมาณสุภาพรหม มีอายุ 32 กัป 
     สมาธิอย่างสูง สุภกิณหาพรหม มีอายุ 64 กัป 
รูปฌาน 4 มีอยู่ 2 ชั้น 
     เวหัปผลพรหม มีอายุ 500 กัป 
     อสัญญสัตราพรหม มีอายุ 500 กัป 

สุทธาวาสพรหม มี 5 ชั้น เป็นภพของพระอนาคามี 
     1. อวิหา มีอายุ 1,000 กัป 
     2. อตัปปา มีอายุ 2,000 กัป 
     3. สุทัสสา มีอายุ 4,000 กัป 
     4. สุทัสสี มีอายุ 8,000 กัป 
     5. อกนิฏฐา มีอายุ 16,000 กัป 

อรูปพรหม มี 4 ชั้น 
     1.อากาสานัญจายตนพรหม มีอายุ 20,000 กัป 
     2.วิญญาณัญจายตนพรหม มีอายุ 40,000 กัป 
     3.อากิญจัญญายตนพรหม มีอายุ 60,000 กัป 
     4.เนวสัญญานาสัญญายตนาพรหม มีอายุ 84,000 กัป


                             ...........................จบ...........................

ระดับขั้นยศของพระสงฆ์ไทย(29 กันยายน 2558)


ระดับขั้นยศของพระสงฆ์ไทย

ระดับขั้นยศของพระสงฆ์มี
ชั้นสามัญ
1) พระครู
2) พระเปรียญ
ชั้นระดับราชาคณะ
1) ชั้นสามัญ
2) ชั้นราช
3) ชั้นเทพ
4) ชั้นธรรม
5) พระสังฆราช(เป็นราชาของคณะสงฆ์)

ชั้นยศสมณศักดิ์ของพระสงฆ์แห่งราชอาณาจักรไทยในปัจจุบันแก้ไข

  1. สมเด็จพระสังฆราช 1 พระองค์
  2. สมเด็จพระราชาคณะ 8 รูป
  3. พระราชาคณะเจ้าคณะรอง 23 รูป
  4. พระราชาคณะชั้นธรรม 50 รูป
  5. พระราชาคณะชั้นเทพ 100 รูป
  6. พระราชาคณะชั้นราช 210 รูป
  7. พระราชาคณะชั้นสามัญ 510 รูป
  8. พระครูสัญญาบัตรชั้นตรี-โท-เอก-พิเศษ(ไม่จำกัดจำนวน)
  9. พระครูฐานานุกรม ตั้งได้ตามจำนวนที่ปรากฏในสัญญาบัตรของพระราชาคณะ
  10. พระครูประทวนสมณศักดิ์ (พระครูผู้อุปการะการศึกษา)(ไม่จำกัดจำนวน)
  11. พระเปรียญ ป.ธ.9 - ป.ธ.8 - ป.ธ.7 - ป.ธ.6 - ป.ธ.5 - ป.ธ.4 - ป.ธ.3

พระที่รู้จัก
สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ รักษาการปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช
หลวงป๋า พระเทพญาณมงคล เจ้าอาวาสวัดหลวงพ่อสดธรรมกายาราม
หลวงพ่อธัมชัยโย พระเทพญาณมหามุนี เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย


                                    ...............................จบ.........................

ระดับการเรียนของพระสงฆ์ไทย(29 กันยายน 2558)

ระดับการเรียนของพระสงฆ์ไทย

การเรียนของพระสงฆ์ใช้เวลาเรียนทั้งหมดขั้นตำ่สุด 12 ปี
มีระดับขั้นดังนี้
ระดับนักธรรม มี 3 ระดับ
1) นักธรรมตรี 2) นักธรรมโท 3) นักธรรมเอก
ระดับเปรียญธรรม มี 9 ประโยค
4) เปรียญธรรม 1 5) เปรียญธรรม 2 6)เปรียญธรรม 3(จะเริ่มขึ้นนำหน้าพระว่าพระมหา) 7) เปรียญธรรม 4 8)เปรียญธรรม 5 9) เปรียญธรรม 6  10) เปรียญธรรม 7 11)เปรียญธรรม 8 12)เปรียญธรรม 9

วันจันทร์ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2558

กิเลส หมายถึงอะไรบ้าง?(28 กันยายน 2558)

กิเลส หมายถึงอะไรบ้าง?

กิเลส หมายถึงธรรมชาติที่เป็นเครื่องให้เศร้าหมองหรือเร่าร้อน กิเลสมี ๑๐ คือ

(๑) โลภะ ความยินดีพอใจในโลกียอารมณ์ต่างๆ

(๒) โทสะ ความโกรธ ความไม่พอใจ

(๓) โมหะ ความหลง ความโง่

(๔) มานะ ความเย่อหยิ่ง ถือตัว

(๕) ทิฏฐิ ความเห็นผิด

(๖) วิจิกิจฉา ความสงสัยลังเลใจในสิ่งที่ควรเชื่อ

(๗) ถีนะ ความหดหู่

(๘) อุทธัจจะ ความฟุ้งซ่าน

(๙) อหิริกะ ความไม่ละอายต่อทุจริต

(๑๐) อโนตตัปปะ ความไม่สะดุ้งกลัวต่อทุจริต


วันอาทิตย์ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2558

บทสวดมนต์ที่มีประโยชน์(28 กันยายน 2558)

บทสวดมนต์ที่มีประโยชน์

เรียบเรียงโดย ดร.เจตน์ คงด้วง                  แหล่งที่มา หลายสำนักธรรม และผู้ปฏิบัติธรรมที่มีญาณทัศนะรู้เห็น

การสวดมนต์ ช่วยสร้างทำให้เรามีสมาธิ มีสติ ทำให้จิตใจผ่องใส  ตามมาด้วยปัญญาเกิด และเกิดความรู้ภายใน
- สวดเป็นสมาธิ ก็ได้สมาธิ สวดแปล ไ้ด้ปัญญา
- ศาสนาพุทธ พระพุทธเจ้าสอนเน้นเรืองปัญญาเป็นหลัก สอนเรื่องกรรม ไม่ใช่อืทธิ
ฤทธิ ส่วนผลของการสวดบทสวดมนต์จะได้ อนิสงส์อะไรของการสวดนั้นเป็นสิ่งที่เรามองไม่เห็น ไม่สามารถพิสูจน์ได้ในเชิงวิทยาศาสตร์ จึงต้องฟังจากผู้ปฏิบัติแล้วได้ผลของอนิสงส์ที่ได้รับ แล้วลองมาทำปฏิบัติเด้วยตนเอง ได้ผลอย่างไร ก็เป็นความเชื่อชองเราเอง โดยใช้หลักการพิจารณาความเชื่อตามกาลามสูตร 10 
- ถ้าทำแล้วได้ผลตามนั้นจริงๆละก้อ ไม่เรียกว่าศาสนาแห่งปัญญาแล้ว เป็นศาสนาแห่งอิทธิฤทธิปาฏิหารย์ มันจะต่างอะไรกับฮินดูที่ไปบนบาลร้องขอเทพเจ้าละ พยายามทำความเข้าใจก่อนว่าเราสวดเพื่ออะไร
- การสาธยายธรรม (สวดมนตร์) ก็เป็นหนึ่งในการทำบุญ ตามบุญกิริยาวัตถุ 10 ครับ

1) บทสวดธัมมจักรกัปปวัตนสูตร
เป็นปฐมเทศนากัณฑ์แรก ที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงแก่พระปัญจวัคคีย์ กล่าวโดยสรุปแสดงถึง ส่วนที่สุดสองอย่าง ที่พระพุทธศาสนาปฏิเสธ อันได้แก่ "กามสุขัลลิกานุโยค" คือการหมกมุ่นอยู่ในกาม และ "อัตตกิลมถานุโยค" คือการทรมานตนให้ลำบากโดยเปล่าประโยชน์ และยอมรับมัชฌิมาปฏิปทา คือปฏิปทาทางสายกลางที่พระพุทธองค์ได้ทรงตรัสรู้ ได้แก่ มรรคมีองค์แปด อริยสัจสี่ คือธรรมที่เป็นความจริงอันประเสริฐสี่ประการ
บทสวดนี้ พระพรหม เทวดา สรรเสริญมากและมาร่วมอนุโมทนาบุญ

2) บทสวดยอดพระกัณฑ์ไตรปิฎก
ทราบจากหลาย ๆ คนว่า หลังจากสวด คาถาบทนี้แล้ว มีอานิสงส์ด้านโชคลาภ
ได้พบสิ่งดี ๆ ในชีวิตที่ไม่คาดฝันมากมาย เช่น มีโชคลาภ ประสพความสำเร็จในหน้าที่การงาน  ปัญหาภายในครอบครัวหายไป

3) บทสวดอาการวัตตาสูตร หรือมนต์พิธี
ผู้ใดท่องได้ใช้สวดมนต์ปฏิบัติได้เสมอ มีอานิสงส์มากยิ่งนักหนา แม้จะปรารถนานพระพุทธภูมิ พระปัจเจกภูมิ พระอัครสาวกภูมิ พระสาวิกาภูมิ จะปรารถนามนุษย์สมบัติ สวรรค์สมบัติ นิพพานสมบัติ ก็ส่งผลให้ได้สำเร็จสมความปรารถนาทั้งนั้น พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่ได้เป็นพระพุทะเจ้า มีปัญญามากเพราะเจริญพุทธมนต์บทนี้ และใช้รักษาโรคภัยไข้เจ็บได้
4) บทสวดคถาชินบัญชร
อานุภาพของพระคาถาชินบัญชร
พระคาถานี้มีอนุภาพศักดิ์สิทธิ์มาก ผู้ใดสวดมนต์หรือภาวนาอยู่เป็นประจำ ไม่ว่าจะ กิน เดิน นั่งนอน หรือภาวนาแม้ยามอาบน้ำ แปรงฟัน หรือทำงาน จะมีอนุภาพดังนี้ คือ

1. หากสวดมนต์อย่างน้อยวันละ 3 จบ อานุภาพจะคุ้มครองผู้นั้นไป 1 วัน กับ 1 คืน
2. เวลานั่งรถ เรือ หรือขับขี่รถ หรือเดินทาง ให้นึกภาวนาไปในใจ จะทำให้คลาดแคล้ว ปลอดภัยจากอุบัติเหตุทั้งปวงได้ชงัดนักเคยพ้นมามากต่อมากแล้ว
3.ผู้สวดมนต์ พระคาถานี้เป็นประจำ จะเป็นเสน่ห์มงคลด้วยประการทั้งปวง ไม่ว่าท่านจะอยู่ในเหตุการณ์ร้ายแรงอย่างใด ให้ภาวนาจะปลอดภัย แม้คนถูกกระทำของใส่คุณ หากเรารู้ตัวแล้วภาวนามิได้ขาด รับรองได้ว่าเขาทำอะไรเราไม่ได้เลย
4. หากภาวนาประจำมิได้ขาดเลยเรามักมีอะไรพิเศษ เช่น อาจฝันรู้เหตุการณ์ล่วงหน้า หากนอนแล้วภาวนาจนกระทั่งหลับ (ในใจ) คืนนั้นจะนอนหลับสบายเป็นพิเศษ ตื่นขึ้นมาจะมีความสุขปลอดโปร่งแจ่มใสเป็นพิเศษ บางทีกลางคืนจะมีอะไรดีๆ มาสอนเราด้วย
5. ผู้ที่มีอำนาจสมาธิจิตสูง สามารถจะภาวนาพระคาถานี้ ทำน้ำมนต์รักษาโรคบางชนิด ที่แพทย์ปัจจุบันรักษาไม่หายให้หายได้
6. ใครเจ็บไข้อยู่หากมีคนอื่น (แม้มิใช่ญาติ) บนบานกล่าวว่าจะสวดมนต์ให้ร้อยเที่ยว ห้าร้อยเที่ยว หรือหนึ่งพันเที่ยว ให้แก่เจ้ากรรมนายเวรเขามักจะหายป่วยจริงๆ (เคยทดลองมาแล้วแม้คนต่างศาสนากัน) หากผู้เจ็บป่วยที่นอนรักษาตัวอยู่ที่ไหนก็แล้วแต่หากภาวนาพระคาถานี้อยู่เรื่อยๆจะทำให้เขาหายป่วยเร็วขึ้น มากจนน่าแปลกใจ
7. ผู้ประกอบอาชีพต่างๆ หากยามว่างให้ภาวนาพระคาถาบทนี้จะทำให้อาชีพดีขึ้น เช่น ค้าขายดีขึ้นแม้ปลูกพืช ปลูกผักผลผลิตจะดีขึ้นหรือรายได้ดีขึ้น เด็กๆ นักเรียนหากสวดมนต์บทนี้ได้และสวดประจำบ่อยๆ หรือทุกคืนก่อนนอน จะเรียนเก่ง จำดีอย่างแน่นอนรับรอง
8. ผู้สวดมนต์พระคาถาบทนี้เป็นประจำแล้ว ประกอบอาชีพสุจริตไปด้วย จะทำให้ลดวิบากกรรมตัวเองให้เบาลงกว่าที่จะได้รับจริง หากกุศลส่งก็จะหนุนให้กุศลส่งแรงขึ้น หากใช้ไปนานชั่วชีวิตจะประสบสุขตามกุศลแน่นอน
9. เมื่อร่วมกันสวดอธิษฐานพร้อมๆ กันหลายคน หรือเวลาเดียวกัน จะมีอานุภาพบริสุทธิ์แผ่ออกไปกว้างไพศาลมากทำให้ผู้สวดก็ดี สถานที่บริเวณก็ดี รวมไปถึงประเทศชาติจะได้เจริญ และรอดพ้นจากภัยพิบัติทั้งหลายที่จะเกิดขึ้นแก่ประเทศ เราได้ ทำให้ประเทศเราเด่นดังในที่สุดได้

(อานุภาพของพระคาถายังมีอีกมาก หากทุกท่านหมั่นสวดมนต์ภาวนา ความเจริญ ความเมตตา หากินคล่องก็จะอยู่กับท่าน)

ผู้ใดได้สวดภาวนาพระคาถาชินบัญชรนี้เป็นประจำอยู่สม่ำเสมอ จะทำให้เกิดความสิริมงคลสมบูรณ์พูนผล ศัตรูหมู่พาลไม่กล้ำกราย ไปทางใดย่อมเกิดเมตตามหานิยม เกิดลาภผลพูนทวี ขจัดภัยจากภูตผีปีศาจ ตลอดจนคุณไสยต่างๆ ทำน้ำมนต์รดแก้วิกลจริตแก้สรรพโรคภัยหายสิ้น เป็นสิริมงคลแก่ชีวิต มีคุณานุภาพตามแต่จะปรารถนา ดังคำโบราณว่า "ฝอยท่วมหลังช้าง(มากมายสุดจะนับประมาณได้ ไม่อาจพรรณาได้หมด)
" จะเดินทางไปที่ใดๆ สวด 10 จบ แล้วอธิษฐานจะสำเร็จสมดังใจ
การสวดมนต์ เราใช้จิตใจอยู่กับบทสวด ทำให้ไม่ฟุ้งซ่านในช่วงสวด พอสวดเสร็จก็เลยรู้สึกว่าใจสงบครับ