วันศุกร์ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2558

การฝึกใจไม่ให้โกรธ( 4 กันยายน 2558)

       ***การฝึกใจไม่ให้โกรธ***
เรียบเรียงโดยดร.เจตน์ คงด้วง
จากหนังสือวิธีฝึกใจไม่ให้โกรธ ของ
สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช

***ความโกรธเป็นไฉน ?
- ความโกรธหรือโทษะทำให้เกิดความร้อนในจิตใจ เป็นความทุกข์ เป็นอารมณ์ไม่พึงปารถนา 
***จงมีสติ เมื่อเกิดความโกรธ***
แก้ปัญหาไม่ให้โกรธพระพุทธเจ้าทรงสอนให้แก้ที่เหตุ โดยใช้สติมากำกับดูแลความโกรธ ดูหน้าตาของความโกรธ การบริหารจิตไม่ให้โกรธ
***วิธีชะลอ ความโกรธ***
โดยการตั้งใจจริง ตั้งสติจะไม่ให้โกรธ โดยการใช้ปัญญาหาเหตุผลมาประกอบเพื่อไม่ให้เกิดความโกรธ และรู้จักการให้อภัย ให้ความเห็นใจเป็นการบริหารจิตอย่างหนึ่ง การบริหารจิตยิ่งๆขึ้น จะทำผู้บริหารจิต เป็นผู้มีจิตสวยงามขึ้นเรื่อยๆ
***วิธีฝึกตน ไม่ให้โกรธง่าย***
การรู้จักหาเหตุผลอุบายวิธี ไม่ให้เกิดขึ้นในจิตใจ มาทำให้ความโกรธขึ้นในจิตใจ โดยการให้อภัยกันอย่างเต็มอกเต็มใจ และเห็นอกเห็นใจกัน จะทำให้เกิดความสงบสุขปราศจากความร้อนของไฟโทษะแผดเผา
การบริหารจิตไม่ให้โกรธง่าย ควรฝึกตนให้เป็นผู้มีเหตุมีผล คิดหาเหตุผลเพื่อให้เกิดความเห็นอกเห็นใจผู้ทีตนโกรธ
การดับความโกรธ ทุกเช้าก่อนเริ่มชีวิตประจำวัน ควรกราบรูปพระพุทธรูปที่มีอยู่ แล้วสวดมนต์บทสั้นจบเดียว หรือ 3 จบ นโม ตัสสะ ภควโต อรหโต สัมมาสัมพุทธัสสะ(ขอนอบน้อมแต่พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น)
***เมตตา ระงับความโกรธ***
วิธีจะแก้ไขจิตใจให้มีความโกรธน้อยให้มีความโกรธยากจนถึงไม่มีความโกรธเลย จำเป็นต้องสร้างเมตตาให้เกิดขึ้นในจิตใจให้มากพอจะยอมเข้าใจในเหตุผลของบุคคลอื่นที่ทำผิดผลาดหรือบกพร่อง ขณะเดียวกันจำเป็นต้องฝึกใจให้มีเหตุผลหรือปัญญา เมื่อมีเหตุผลก็สามารถทำให้ความโกรธดับลง
- การหมั่นอบรม เหตุผลหรือปัญญา ประกอบด้วยเมตตาให้เกิดขึ้นเสมอในจิตใจ ความโกรธ หรือกิเลสต่างๆย่อมดับลง
- แม้กำลังโกรธมาก หากเพ่งดูใจตนเองให้เห็นว่ากำลังโกรธมาก ความโกรธจะลดลง
- การเพ่งดูใจตนเองในอารมณ์ที่เกิด โลภ หรือ โกรธ หรือหลง ให้เห็นอารมณ์นั้นแล้ว อารมณ์นั้นก็จะหมดไป ไดความสุขมาแทนที่ทำให้มีใจสบาย
- ทุกคนอยากสบาย แต่ไม่ทำเหตุที่จะให้เกิดผลเป็นความสบาย
- การทำเหตุใดต้องได้รับผลของเหตุนั้นเสมอไป เหตุดี ให้ผลดี เหตุชั่วให้ผลชั่ว เหตุแห่งความสุข ให้ผลเป็นความสุข เหตุแห่งความทุกข์ให้ผลเป็นความทุกข์ ต้องทำเหตุให้ตรงกับผล จึงจะได้ผลที่ปารถนาต้องการ ควรมีสติระลึกถึงความจริงนี้ไว้ให้สม่ำเสมอ
- ใจที่มีค่าคือใจที่สงบเยือกเย็น ใจที่ไม่มีค่าคือใจที่ร้อนรนกระวนกระวาย
- การขาดสติ จึงทำไม่ให้ค่อยรู้ตัว ต้องพยายามทำสติให้มีอยู่เสมอ จึงจะรู้ตัว
***วิเคราะหาสาเหตุความโกรธ***
สาเหตุอยู่ที่การปรุงใจ จะโลภก็เพราะใจปรุงให้โลภ จะโกรธเพาะใจปรุงให้โกรธ จะหลงเพราะใจปรุงให้หลง หรือจะสุขเพราะใจปรุงให้สุข จะทุกข์เพราะใจปรุงใหทุกข์ นั่นคือสิ่งที่ควรระมัดระวังที่สุดคือการปรุงใจตนเอง
- มิใช่การกระทำของคนอื่น คนอื่นจะทำอะไรอย่างไร ถ้าเราระวังการปรุงของใจเราเองให้ถูกต้องแล้ว ความทุกข์ของเราจะไม่เกิดเพราะการกระทำของเขาเลย
- การวิเคราะห์ ให้ย้อนหลังเรื่องนั้นที่ดับแล้วมาพิจารณา ก่อนจะเกิดความโกรธนั้นเริ่มต้นขึ้นอย่างไร เกิดเพราะความปรุงเช่นได เมื่อจะแก้ไม่ให้เกิดความโกรธ จะต้องไม่ปรุงคิดเช่นนั้น จะต้องเปลี่ยนวิธีปรุงคิดเสียใหม่
***รักษาจิต ให้คิดในทางที่ถูก***
เพื่อรักษาจิตใจมิให้ได้รับทุกข์ อันเกิดจากอารมณ์กิเลส จำเป็นต้องระวังการคิดปรุงหรือปรุงคิดให้ดำเนินไปอย่างถูกต้อง
- ทุกคนที่เป็นปถุชนย่อมมีเรื่องไม่ถูกใจตนอยู่ด้วยกันทั้งนั้น
***ฝึกจิตให้มีความสงบ***
การบริหารจิต คือการฝึกอบรมจิตให้มีความสงบ เยือกเย็นเป็นสุข และมีปัญญารู้ในสิ่งที่ควรรู้ เห็นในสิ่งที่ควรเห็น ตามหลักของพระพุทธศาสนา
- การบริหารจิตตามหลักของพระพุทธศาสนา จะทำให้กิเลสน้อยลง อารมณ์น้อยลง จิตใจสงบเยือกเย็น และมีปัญญาเจริญขึ้น เห็นถูก เห็นผิดในเรื่องทั้งหลาย
- กิเลส คือความโลภ ความโกรธ ความหลง เป็นโรคร้ายทางใจ ร้าย
กว่าโรคร้ายทางกาย ทางกายตายไปก็จบสิ้น แต่ทางใจทำให้คุณความดี ชื่อเสียง เกียรติยศ ที่จะอยู่กับผู้นั้นหลังจากตายจากทางกายไปแล้วอีกนานแสนนาน ดังนั้นโรคร้ายต่าๆที่เกิดขึ้นทางใจ หรือกาย ก็ตามต้องรักษาตามวถีทางที่เกิดโรคนั้นๆ
- สำคัญที่ความคิด
ความโกรธเกิดจากเหตุต่างๆกัน เกิดจากความไม่ถูกหู ไม่ถูกตา ไม่ถูกใจ
เช่น เสียงร้องเด็กเดียวกัน บางคนถูกหู บางคนไม่ถูกหู เกิดจากใจที่ปรุงคิดว่าดี ก็ปรุงว่าน่าชอบ ใจปรุงแต่งคิดว่าไม่ดี ใจก็ปรุงว่าไม่น่าชอบ ที่เป็นเหตุที่แท้จริงของความโกรธ หรือไม่โกรธ
เวลาเกิความไม่ชอบหรือความโกรธจึงควรมีสตรู้ว่าตนเองเป็นผู้ทำให้เกิด ไม่มีผู้อื่นมาทำ
- สติต้องรู้ว่าความโลภ ความโกรธ ความหลง เกิดขึ้นเพราะความปรุงในจิตใจของเราเอง มิได้เกิดขึ้นเพราะบุคคล หรือวัตถุภายนอก
- เมื่อมีความโกรธเกิดขึ้นแล้ว ให้ดับด้วยการมีสติ รู้ความจริงว่าตนเองเป็นผู้ทำ ดังนั้นการป้องกันความโกรธ จะต้องฝึกให้เกิดเหตผล และปัญญา รวมทั้งเมตตากรุณา
- การเจริญด้วยเมตตาเป็นการแก้ความโกรธที่ได้ผล เพราะ เมตตากรุณา เป็นความรู้สึกตรงกันข้ามกับความโกรธ โดยเมตตาหมายถึงความปรารถนาให้เป็นสุข กรุณาหมายถึง ปรารถนาจะช่วยให้พ้นทุกข์
- การเจริญเมตตา การคิดดี พูดดี ทำดี
ผู้ที่จะได้รับผลแห่งความสุขก่อนใครทั้งหมด คือตัวผู้เจริญเมตตาเอง คิดดี พูดดี ทำดี ผู้ที่ได้รับผลของความดีคือคือผู้ทำเอง มีความสุขที่ได้ทำ ก็คือบุญหรือความสุขที่ได้รับ

                                    
         
                                  ...................จบ...............

วันจันทร์ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2558

ชีวิตหลังความตาย วันที่คนตาบอด มองเห็นวิญญาณ (1 กันยายน 2558)


วันที่คนตาบอด มองเห็นวิญญาณ

mystery of life คนตาบอด142รวม

ต้นไม้เป็นสีเขียว ก้อนเมฆเป็นสีขาว ท้องทะเลเป็นสีคราม แม้แต่รุ้งก็มีเจ็ดสี… หากลองถามเด็กที่วิ่งเล่นกันอยู่คงตอบได้แต่ไม่ใช่สำหรับฉัน

แม้จะรู้ว่าต้นไม้มีสีเขียว แต่ก็เป็นสีเขียวที่คนอื่นเล่าให้ฟัง ฉันไม่รู้ด้วยซ้ำว่าสีเขียวเป็นอย่างไร ตั้งแต่เกิดมาฉันมองเห็นแต่เพียงสีดำเท่านั้น นานมาแล้วแม่เคยเล่าให้ฟังว่า ฉันเกิดมามีอวัยวะครบ 32 แต่โชคร้ายที่ต้องตาบอด เพราะออกซิเจนในตู้อบเด็กมีปริมาณมากเกินไป ดังนั้นจะพูดว่าฉันตาบอดมาตั้งแต่เกิดก็คงไม่ผิดนัก มันคงเป็นเรื่องน่ามหัศจรรย์มาก ถ้าวันหนึ่งคน “ตาบอด” อย่างฉันจะสามารถมองเห็นสิ่งต่างๆได้

ฉันชื่อ วิกกี้ อัมมิเปจ (Vicki Umipeg) อายุ 45 ปี ตลอดเวลาที่ผ่านมา ฉันรู้จักโลกใบนี้ผ่านการบอกเล่าของคนอื่น ฉันจึงได้แต่จินตนาการถึงลักษณะและสีสันของสิ่งต่าง ๆ ว่าเป็นเช่นไร มันจะแตกต่างจาก “สีดำ” มืดมิดของฉันหรือไม่

จนวันนั้นมาถึง วันที่ฉันคิดว่าฉันมองเห็นภาพเป็นครั้งแรก มันคือสีสันแปลกใหม่ ที่ทั้งชีวิตของฉันไม่เคยได้พบเห็นมาก่อน…

มันคือภาพของห้องสี่เหลี่ยมเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง ผนังห้องทาด้วยสีขาว มีผู้คนแปลกหน้ามากมายอยู่ในชุดเสื้อคลุมยาวทั้งตัว กำลังยืนล้อมรอบร่างหญิงคนหนึ่งที่นอนสงบนิ่งอยู่บนเตียง ความรู้สึกแรกที่เห็นสร้างความตกใจให้กับฉัน ฉันจ้องมองร่างที่นอนอยู่ตรงนั้นสัมผัสได้ถึงความคุ้นเคยอันน่าประหลาด… ฉันรู้สึกว่าผู้หญิงที่นอนอยู่บนเตียงนั้นคือตัวฉันเอง

ฉันจำแหวนทองที่ใส่บนนิ้วนางนั้นได้ มันมีดอกส้มที่มุมของแหวนวงนั้นด้วย แต่น่าแปลกตรงภาพที่เห็นนั้นเหมือนฉันกำลังมองลงมาจากด้านบน

ที่แท้มันคือภาพมุมสูง และฉันก็เพิ่งรู้ตัวว่าตัวเองกำลังลอยอยู่บนเพดานห้อง!!!

ถ้าร่างที่นอนอยู่ตรงนั้นคือตัวฉัน แล้วฉันที่กำลังลอยอยู่ตรงนี้ล่ะคือใคร หรือว่านี่คือวิญญาณที่หลุดออกจากร่าง ฉันตายแล้วอย่างนั้นหรือ!!!

เพียงชั่วแวบเดียว ความทรงจำก่อนหน้านี้ก็ไหลกลับเข้ามาในหัว ฉันระลึกได้ว่าตัวเองเพิ่งประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ นั่นก็หมายความว่า ตอนนี้ฉันควรจะอยู่ที่โรงพยาบาลที่ไหนสักแห่ง และบรรดาคนแปลกหน้าที่ฉันเห็นก็คงเป็นหมอและพยาบาล พวกเขากำลังให้การรักษาฉันอยู่กระมัง

ขณะที่กำลังคิดเพลิน ๆ อยู่นั้น ฉันรู้สึกเหมือนวิญญาณของตัวเองถูกดูดให้ลอยขึ้นสูงเหนือโรงพยาบาล มีเสียงระฆังสดใสดังมาจากทั่วทุกทิศทาง แล้วฉันก็รู้สึกเหมือนหายเข้าไปในหลุมดำมืดมิด ภายในนั้นฉันมองไม่เห็นอะไร เป็นความมืดที่ฉันรู้สึกคุ้นเคยกับมันเป็นอย่างดี พอเข้ามาในนี้ตัวของฉันก็ยังคงลอยสูงขึ้นไป ๆ จนพบเจอกับแสงสว่างเล็ก ๆ ตรงหน้า ฉันคิดว่าที่นั่นคงเป็นจุดหมาย เพราะฉันกำลังลอยเข้าไปหามัน

พอได้เข้าไปอยู่ในแสงสว่างนั้น ฉันกลับรู้สึกตัวว่ากำลังนอนอยู่บนทุ่งหญ้ากว้างใหญ่แห่งหนึ่ง มีแสงสว่างอยู่ในทุก ๆ ที่ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนส่องสว่าง เป็นแสงสว่างที่สัมผัสได้ถึงความรัก

ที่นี่มีทั้งสัตว์และผู้คนมากมาย ฉันได้เจอคนรู้จักของฉันที่นี่ด้วย พวกเขากำลังยืนต้อนรับฉันอยู่ มีทั้งเพื่อน คุณป้า พี่เลี้ยง คุณยาย ซึ่งพวกเขาล้วนตายไปแล้วทั้งสิ้น ฉันรู้สึกยินดีที่ได้พบพวกเขาอีกครั้ง แต่ก่อนที่จะพูดอะไร ฉันก็มองเห็นแสงสว่างเจิดจ้าจากอีกจุดหนึ่ง มันเป็นแสงที่ส่องสว่างมากกว่าสิ่งใด ฉันตระหนักได้โดยทันทีว่านั่นคือ “พระเจ้า”

พระองค์พูดกับฉันด้วยน้ำเสียงที่สุภาพและไพเราะที่สุดเท่าที่เคยได้ยินมา พระองค์บอกว่าฉันควรกลับไป แต่ฉันปฏิเสธ เพราะชอบสถานที่แห่งนี้ที่ทำให้ฉันสามารถมองเห็นทุกสิ่งทุกอย่าง ฉันได้อยู่กับแสงสว่าง ได้อยู่กับความรักที่มีอยู่ทั่วพื้นที่ แต่พระองค์ยังคงยืนยันคำเดิม “เจ้าจะได้มาที่แห่งนี้อีกครั้งแน่นอน แต่ไม่ใช่ตอนนี้…เจ้าควรจะกลับไป”

ฉันหันกลับไปมองกลุ่มคนรู้จักของฉัน พวกเขายิ้มแย้มและพยักหน้าเห็นด้วยกับคำพูดของพระองค์ ทันใดนั้น เหมือนมีแรงบางอย่างดึงดูดวิญญาณฉันกลับลงมา ฉันรู้สึกเหมือนกำลังนั่งอยู่บนรถไฟเหาะ และใช้เวลาเพียงไม่นานนักทุกอย่างก็ดูสงบนิ่ง จากนั้นฉันก็รู้สึกตัวขึ้นมาสัมผัสกับความอ่อนนุ่มของที่นอน พร้อมกับมองเห็นภาพเดิมอีกครั้ง ภาพที่มองเห็นแต่ “สีดำ” เท่านั้น!!!

เฮเลน เคลเลอร์ นักเขียนตาบอดหญิงชาวอเมริกา เคยพูดว่า “สำหรับคนทั่วไป ความตายไม่ได้มากมายไปกว่าการย้ายจากห้องหนึ่งไปอีกห้องหนึ่ง”

…แต่สำหรับฉันมันแตกต่าง เพราะในอีกห้องหนึ่งนั้นฉันสามารถมองเห็นได้

facebooktwittergoogle_pluspinterest

ตายแล้ว...ไปไหน? (1 กันยายน 2558)

ตายแล้ว…ไปไหน?

03

มีคนจำนวนไม่น้อยสงสัยกันว่า คนเราตายแล้วไปเกิดใหม่หรือไม่ หากเกิดใหม่ จะไปเกิดที่ใด 

บางศาสนาที่เป็นเทวนิยม เชื่อว่าพระผู้เป็นเจ้าเป็นผู้สร้างโลก เป็นผู้ลิขิตชีวิตคน เช่น ศาสนาคริสต์ อิสลาม เชื่อว่า เมื่อคนตายไปแล้วยังไม่ไปเกิด วิญญาณจะถูกพักไว้ และจะคืนชีพอีกครั้งในวันพิพากษา เพื่อให้พระเจ้าตัดสินว่าวิญญาณดวงนั้นจะไปนรกหรือสวรรค์ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความเมตตาและความศรัทธาต่อพระผู้เป็นเจ้าของบุคคลนั้น

สำหรับศาสนาพราหมณ์หรือฮินดู ซึ่งเชื่อว่าพระพรหมเป็นผู้สร้างโลกและลิขิตชีวิตคน เชื่อว่าคนที่ตายไปแล้วจะไปเวียนว่ายตายเกิดเพื่อชดใช้กรรม หมดกรรมเมื่อใด (บำเพ็ญตบะ) ก็จะไปอยู่ร่วมกับพระพรหมบนสวรรค์

ส่วนพุทธศาสนาซึ่งมิใช่เทวนิยม พระพุทธเจ้ามิได้เป็นผู้สร้างโลก หรือเป็นผู้ลิขิตชีวิตของสัตว์โลก พระพุทธองค์ทรงสอนให้เชื่อว่าสิ่งต่าง ๆ เกิดขึ้นตามเหตุปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กัน (หลักปฏิจจสมุปบาท) เช่น ต้นข้าวเป็นเหตุให้เกิดรวงข้าว รวงข้าวเป็นเหตุให้เกิดเมล็ดข้าว เมล็ดข้าวเป็นเหตุให้เกิดต้นข้าว เป็นวงจรต่อเนื่องกัน หากทำลายเชื้อพันธุ์ที่อยู่ในเมล็ดข้าวเสียต้นข้าว ก็จะไม่เกิดอีก เหมือนทำลายอวิชชาหรือทำลายความไม่รู้อันเนื่องจากตัณหาครอบงำจิต การเกิดก็หมดไป

คนที่ตายแล้วจะไปเกิดที่ใดนั้นขึ้นอยู่กับวาระสุดท้ายของจิต หากขาดใจตายขณะจิตเศร้าหมอง ปฏิสนธิวิญญาณก็จะนำไปเกิดในทุคติภพหรืออบายภูมิ 4 อันมีนรก เปรต อสุรกาย สัตว์เดรัจฉาน (จิตฺเตสงฺกิลิฏฺเฐฺ ทุคฺคติ ปาฏิกงฺขา) หากตอนจะตาย จิตผ่องใส ปฏิสนธิวิญญาณก็จะนำไปเกิดในสุคติภพ อันมีมนุษย์ 1 สวรรค์ 6 ชั้น พรหม 20 ชั้น (จิตฺเต อสงฺกิลิฏฺเฐฺ สุคติ ปาฏิกงฺขา) หาก จิตหมดกิเลสตัณหา คือจิตของพระอรหันต์ ก็ไม่มีการเกิดอีก

คนตายจะไปเกิดหรือไม่ และไปเกิด ณ ที่ใดนั้น ขึ้นอยู่กับสภาวะจิตของเขา หาใช่มีผู้อื่นมาลิขิตไม่ ใครสร้างเหตุไว้เช่นใดย่อมจะได้รับผลเช่นนั้น พุทธศาสนาเป็นศาสนาที่ว่าด้วยเหตุและผลสอดคล้องกับหลักวิทยาศาสตร์

ด้วยเหตุนี้ นักวิทยาศาสตร์ เช่น อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ (ค.ศ. 1879-1955) จึงยอมรับและกล่าวถึงพุทธศาสนาว่า “ศาสนาในอนาคตควรจะเป็นศาสนาที่เป็นสากล (cosmic religion) โดยไม่ยึดติดกับพระเจ้าหรือกฎเกณฑ์ข้อปฏิบัติอันเคร่งครัด จะต้องเป็นศาสนาที่มีพื้นฐานมาจากประสบการณ์ของทุกสรรพสิ่ง ทั้งที่เป็น ธรรมชาติและจิตวิญญาณ ที่ผสานเป็นหนึ่งเดียวกัน ทั้งหมดนี้จะหาคำตอบได้จากพุทธศาสนา

“ถ้าจะมีศาสนาใดศาสนาหนึ่งที่สามารถตอบสนองความต้องการของวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ได้

“ศาสนานั้นน่าจะเป็นพุทธศาสนา”

[The religion in the future will be a cosmic religion. It should transcend a personal God and avoid dogma and theology. Covering both the natural and the spiritual, it should be based on a religious sense arising from the experience of all things natural and spiritual, as a meaningful unity Buddhism answers this description…

If there is any religion that would cope with modern scientific needs, it would be Buddhism.]

พระพุทธองค์ตรัสว่า (สัตว์) โลก ถูกจิตนำไป (จิตฺเตน นียติ โลโก) หมายความว่า จิตเป็นผู้นำพาชีวิตไป ดังจะเห็นว่าความคิดนำไปสู่คำพูดและการการทำ คนเราจะสุขหรือทุกข์ ดีหรือชั่วก็ขึ้นอยู่กับจิตของแต่ละคน ธรรมชาติของจิตนั้นคิดได้สารพัดอย่าง ทั้งในทางที่ดีและชั่ว คิดถึงสิ่งใดก็นำพาชีวิตไปผูกพันอยู่กับสิ่งนั้น นอกจากนี้จิตยังเปลี่ยนอารมณ์ความรู้สึกได้เร็วมาก แค่แวบเดียวเท่านั้นก็เปลี่ยนอารมณ์ จากเรื่องหนึ่งไปอีกเรื่องหนึ่งแล้ว

ดังนั้นเวลาจะสิ้นใจอันเป็นการเปลี่ยนภพใหม่ หากจิตมีความ ผ่องใส หรือมีความสงบ คิดถึงสิ่งดี ๆ ในชีวิต เป็นต้นว่าบุญกุศล หรือเอาใจยึดมั่นอยู่กับพระรัตนตรัย หรือพระเจ้า (สำหรับผู้นับถือศาสนาอื่น) หรือสวดมนต์ หรือทำสมาธิ เป็นต้น จิตผ่องใส เช่นนี้ เมื่อออกจากร่าง ปฏิสนธิวิญญาณ ก็จะนำไปเกิดในสุคติภพ อย่างน้อยก็กลับมาเกิดเป็นคน ถ้าเป็นผู้มีศีลอยู่เป็นนิจ มีความละอายต่อบาป เกรงกลัวต่อบาป (หิริโอตตัปปะ) ก็จะเกิดบนสวรรค์ ถ้าเข้าสมาธิระดับลึกคือฌาน ก็จะเกิดบนพรหมโลกตามคุณสมบัติของจิต โดยไม่เกี่ยวกับการนับถือศาสนาใดศาสนาหนึ่งเลย

แต่ถ้าตอนจะสิ้นใจ จิตเศร้าหมอง เช่น ทุกข์ทรมานกับความเจ็บปวด กลัวตาย ว้าวุ่นสับสน หงุดหงิด ขุ่นเคือง โกรธ อารมณ์เสียกับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง หรือห่วงบุคคลอันเป็นที่รัก ห่วงสมบัติวัตถุ หน้าที่การงานต่าง ๆ คิดถึงสิ่งที่ไม่ดี หรือเห็นภาพ ได้ยินเสียง ได้กลิ่นที่ไม่ดีเข้ามา เป็นต้น จิตเศร้าหมองเช่นนี้ ปฏิสนธิวิญญาณจะนำไปเกิดในอบายภูมิ เป็นเช่นนี้กับทุก ๆ ชีวิต เท่ากับว่าแต่ละคนเป็นผู้เลือกเกิดเอง ลิขิตชีวิตของตนด้วยการกระทำของตนเอง

เมื่อเป็นเช่นนี้ ลองคิดดูเถิดว่า โอกาสที่คนใกล้ตายจะมีจิตผ่องใสกับจิตเศร้าหมองนั้น อย่างไหนจะมากกว่ากัน พระพุทธเจ้าตรัสว่า การได้เกิดเป็นมนุษย์เป็นลาภอันประเสริฐ เพราะเป็นของยากยิ่ง (กิจฺโฉมนุสฺสปฏิลาโภ) ที่ประชากรโลกเพิ่มขึ้น เป็นเพราะสัตว์โลกในภพภูมิต่าง ๆ เวียนว่ายตายเกิดถ่ายเทกัน สัตว์ก็เกิดเป็นคนได้

ถามว่า การทำทาน รักษาศีลช่วยปิดประตูอบายภูมิ (ไม่ต้องไปเกิดในอบายภูมิ) ได้หรือไม่

ตอบว่ายังไม่ได้ เพราะ ทาน และ ศีล ยังไม่ใช่หลักประกันว่าตอนใกล้ตายจิตจะไม่เศร้าหมอง หลักประกันที่จะปิดประตูอบายภูมิได้ จะต้อง ภาวนา หรือปฏิบัติสมถวิปัสสนากัมมัฏฐานจนเป็น พระอริยบุคคล คือถ้าเป็น พระโสดาบัน และ พระสกทาคามี จิตเข้าทางตรงแล้วจะตายอย่างไม่หลงไปในอารมณ์เศร้าหมอง ชาติต่อไปจะเกิดเป็นมนุษย์หรือเกิดบนสวรรค์ เจริญภาวนาอีกไม่เกิน 7 ชาติ ก็จะเป็นพระอรหันต์ ถ้าเป็น พระอนาคามี จะไปเกิดบนพรหมโลก เรียกว่าสุทธาวาสพรหม (พรหมชั้นที่ 12-16) และจะไปบรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ที่นั่น ถ้าเป็น พระอรหันต์ ก็ไม่มีการเกิดอีก

ถามว่า บางคนอุตส่าห์ทำความดีไว้ตั้งมากมาย เช่น ทำทาน รักษาศีล บาป อกุศลก็เคยทำบ้าง แต่ไม่มากนัก ตอนตายเกิดพลาดพลั้งจิตมีอารมณ์เศร้าหมองพาไปเกิดในอบายภูมิ อย่างนี้ก็ไม่ยุติธรรม

ความจริงแล้วกฎธรรมชาติให้ความเป็นธรรมอยู่เสมอ เขาไปเกิดในอบายภูมิ เป็นเพราะจิตที่เป็นอกุศลในขณะนั้นนำไปเกิด ไม่ได้มีใครลิขิต หากทำบุญกุศลไว้มาก ผลบุญจะตามไปอุปการะช่วยให้ทุคติภพที่ไปเกิดสั้นลง เช่น ไปตกนรกไม่นาน ถ้าเป็นสัตว์เดรัจฉาน หากสมัยเป็นคนเคยทำทานไว้มาก ก็จะไม่อดอยาก บางทีมีคนนำไปเลี้ยงดูอย่างดี หากสมัยเป็นคนเคยรักษาศีลมาดี ก็จะเป็นสัตว์ที่มีสุขภาพแข็งแรง ไม่มีสัตว์อื่นหรือคนมาเบียดเบียน หากสมัยเป็นคนเป็นผู้ที่มีปัญญาเฉลียวฉลาด ก็จะเป็นสัตว์ที่ฉลาด เป็นต้น

พุทธศาสนาเป็นศาสนาที่ว่าด้วยความเป็นจริงตามกฎธรรมชาติ พระพุทธเจ้าเมื่อตรัสรู้ความจริงที่มีอยู่แล้ว ก็นำสิ่งที่รู้มาแสดง ชี้ทางให้พุทธบริษัทได้ปฏิบัติ หากต้องการความสำเร็จ ก็ต้องหมั่นเพียรทำเอาเอง คนอื่นทำให้ไม่ได้ พุทธศาสนาได้ทำลายเครื่องจองจำความคิดของมนุษย์ที่ถูกสอนให้เชื่อมาแต่โบราณว่ามีอำนาจพิเศษที่ลิขิตชีวิตของตน จึงวิงวอนร้องขอต่ออำนาจนั้น โดยขาดความเชื่อมั่นในคุณค่าของตน ทำให้ไม่ขวนขวายที่จะพัฒนาตนเองอย่างจริงจัง

หากเป็นชาวพุทธ แต่ไม่ได้ศึกษาหลักธรรมและไม่ได้นำสิ่งที่มีค่ามาปฏิบัติ

การเป็นชาวพุทธก็ว่างเปล่า


วันเสาร์ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2558

การปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน

เรียบเรียงโดย ดร.เจตน์ คงด้วง
1) ***การเดินจงกรม***
- ก่อนเดินให้ยกมือมาข้างหน้า
มือขวาทับมือซ้าย-ยกหนอ มาหนอ วางหนอ
หรือยกมือไขว้หลังมือขวาจับข้อมือซ้ายวางไว้ตรงกระเบนเหน็บ
- ระหว่างการเดินจะมีการพูด
ยืนหนอ...
อยากเดินหนอ...
อยากกลับหนอ... 
กลับหนอ1-กลับหนอ8 โดยการหมุนทางขวา
อยากนั่งหนอ...
นั่งหนอ มี 4 จังหวะ
คิดหนอ...-รู้เท่าทัน
การเดินจงกรมมี 6 ระยะคือ
1 จังหวะ ขวาย่างหนอ ซ้ายย่างหนอ
(ขวา...ย่าง...หนอ... ซ้าย...ย่าง...หนอ...)
2 จังหวะ ยกหนอ เหยียบหนอ
3 จังหวะ ยกหนอ ย่างหนอ เหยียบหนอ
4 จังหวะ ยกส้นหนอ ยกหนอ ย่างหนอ เหยียบหนอ
5 จังหวะ ยกส้นหนอ ยกหนอ ย่างหนอ ลงหนอถูกหนอ
6 จังหวะ ยกส้นหนอ ยกหนอ ย่างหนอ ลงหนอ
ถูกหนอ กดหนอ
- การเจริญสติ ตาเห็นรูป ก็กำหนดไว้ที่ตา เห็นหนอๆๆ หูได้ยินเสียง ก็กำหนดตั้งสติไว้ที่หู เสียงหนอๆๆ หูจมูได้กลิ่น ก็กำหนดตั้งสติไว้ที่จมูก กลิ่นหนอๆๆ ลิ้นได้รส ก็กำหนดตั้งสติไว้ที่ลิ้น รสหนอๆๆ คิดหนอๆๆ รู้หนอๆๆ
2)***การนั่งสมาธิ***
- กระทำต่อจากการเดินจงกรม กำหนดปล่อยมือหนอๆๆๆ ย่อตัวหนอๆๆๆคุกเข่าหนอ... นั่งหนอๆๆ
- วิธีนั่ง ให้นั่งขัดสมาธิ คือขาขวาทับขาซ้าย นั่งตัวตรง หลับตาเอาสติมาจับอยู่ที่สดือที่ท้องพองยุบ เวลาหายใจเข้าท้องพอง กำหนดว่า พองหนอ หรือ พุทธ หรือ สัมมา หายใจออกท้องยุบ กำหนดว่า ยุบหนอ หรือ โธ หรือ อาระหัง
- เมื่อมีเวทนา ต้องมีความอดทน ขาดความอดทนแล้ว การปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานก็ล้มเหลว เมื่อเกิดเวทนาใช้สติกำหนดตามความเป็นจริงว่า ปวดหนอๆๆๆ เจ็บหนอๆๆๆ เมื่อยหนอๆๆๆ คันหนอๆๆๆ
- จิต เวลาเดินหรือนั่ง ถ้าจิตคิดถึงบ้านหรือคิดฟุ้งซ่านต่างๆนานา ก็กำหนดว่า คิดหนอๆๆๆไปเรื่อยๆจนกว่าจิตจะหยุดคิด มีอารมณ์ดีใจ เสียใจ หนือโกรธ ก็กำหนดว่า ดีใจหนอๆๆๆ
เสียใจหนอๆๆๆ โกรธหนอๆๆๆ
- อริยาบถต่างๆ ก็สามารถใช้สติมากำกับได้ ทุกขณะอาการเหล่านี้ ตามความเป็นจริง คือมีสติสัมปชัญญะเป็นปัจจุบันอยู่ตลอดเวลา โดยการเติมท้ายว่า หนอๆๆๆ เช่น อาบน้ำหนอๆๆๆ
- เวลานอน ค่อยๆเอนตัวหนอน พร้อมทั้งกำหนดว่า นอนหนอๆๆๆ จนนอนเรียบร้อยแล้ว
เอาสติมาจับที่ท้อง แล้วกำหนดว่า เวลาหายใจเข้าท้องพอง กำหนดว่า พองหนอ หรือ พุทธ หรือ สัมมา หายใจออกท้องยุบ กำหนดว่า ยุบหนอ หรือ โธ หรือ อาระหัง แล้วแต่จริตของแต่ละคนที่ชอบหรือฝึกมา
- หลักการเดิน และนั่ง ควรแบ่งเวลาให้เท่าๆกัน เช่น เดิน 15 นาที ก็นั่ง 15 นาที เดิน 1 ชั่วโมง ก็นั่ง 1 ชั่วโมง หรือทำอย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้ แล้วแต่ความเหมาะสมของผู้ปฏิบัติธรรม
- วิปัสสนาจะทำให้จิตผ่องใส จิตสงบ เป็นการผักผ่อนใจ
- ดูอาการหายใจเข้ายาวๆ หายใจออกยาวๆ เป็นการพิจารณากาย
- อานิสงส์ของการเดินจงกรม
1) ย่อมอดทนต่อการเดินทางไกล จะไม่เหนื่อย
2)ย่อมอดทนต่อการบำเพ็ญเพียร
3) ย่อมเป็นผู้มีอาพาธน้อย มีโรคจะหายไปเลย
4) อาหารจะย่อยง่าย ไปเลี้ยงร่างกายสะดวกสบาย
5) สมาธิที่เกิดจากการเดินจงกรม จะตั้งได้นานกว่านี้ ขณะนั่งจิตจะมีสมาธิเร็วขึ้น

วันอาทิตย์ที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2556

ข้อคิดการปฏิบัติธรรมวิปัสสนากรรมฐาน

ข้อคิดการปฏิบัติธรรมวิปัสสนากรรมฐาน

ข้อคิดการปฏิบัติธรรมบ้านพุฒมณฑา ที่ อ.เขาช่อง จ.นครราชสีมา
7-12 ตุลาคม 2556
หัวข้อ : วิปัสสนากรรมฐาน ปฏิบัติเข้มหวังผลความก้าวหน้า รุ่น2
วิทยากร : พระอาจารย์สุรศักดิ์ วัดมหาธาตุ กทม.

***ได้มีเวลามาพิจารณาทบทวนตัวเองในบรรยากาศท่ามกลางขุนเขาและแมกไม้ทีอากาศเย็นสบาย มีอากาศบริสุทธิ์เป็นอันดับ 7 ของโลก***








***คติธรรมจากพุทธาส***
   เปิด-เปิด
   เปิด-เปิด ตา    เพื่อให้รับแสงแห่งพระธรรม
   เปิด-เปิด หู      เพื่อให้ได้ยินเสียงแห่งสำเนียงธรรม
   เปิด-เปิด ปาก   เพื่อให้สนทนาพูดจาธรรม

   ปิด-ปิด
   ปิด-ปิด ตา       อย่าสอดใส่ให้เกินเหตุ
   ปิด-ปิด หู         อย่าให้แส่ ไปฟังเรื่อง ที่เป็นเครื่องกวนใจ
   ปิด-ปิด ปาก      อย่าพูดมาก เกินความจำเป็น

***ข้อคิดเตือนใจภายในบ้านพุฒมณฑา :
ปิดวาจา งดพูด เพื่อภาวนา
ตัวกูไม่ใช่ของกู
อย่ายึดมั่น ถือมั่น
ศีล สมาธิ ปัญญา
ทาน ศีล ภาวนา
ภาวนามยปัญญา
สติมา ปัญญาเกิด
ทุกข์สุข อยู่ที่ใจ
ไม่เที่ยงหนอ
เกิด แก่ เจ็บ ตาย
ดูจิตเรา
อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา
ปล่อยวาง
เกิด ดับ
ดูลมหายใจ
ฉันมาทำอะไร
เจ้านายคือตัณหา สมุหทัย
ตามตัณหาไม่เกิดทุกข์ แต่ถ้าขัดใจตัณหาเกิดทุกข์
ประตูสู่ธรรม
ได้พรม อย่าลืมเสื่อ ได้เสื้อ อย่าลืมใส่ ได้เป็นใหญ่ อย่าลืมตัว

***การเดินจงกรม***
การเดินจงกรมเป็นการเจริญแบบมีสติระลึกได้แบบยุบหนอ...พองหนอ...
เดินจงกรม  มี 6 แบบ
การเดินจงกรม 1 ชุดมี 6 แบบ
แบบที่1 ขวาย่างหนอ ซ้ายย่างหนอ
แบบที่2 ยกหนอ เหยียบหนอ
แบบที่3 ยกหนอ ย่างหนอ เหยียบหนอ
แบบที่4 ยกส้นเท้าหนอ ยกหนอ ย่างหนอ เหยียบหนอ
แบบที่5 ยกส้นเท้าหนอ ยกหนอ เหยียดหนอ ลงหนอ ถูกหนอ
แบบที่6 ยกส้นเท้าหนอ ยกหนอ เหยียดหนอ ลงหนอ ถูกหนอ กดหนอ
ข้อความที่ใช้ประกอบการเดินจงกรมที่ใช้บ่อยมีดังนี้
ยืนหนอ... ยืนหนอ... ยืนหนอ...(พูดยืนหนอ 3 ครั้ง ท้ายคำว่าหนอทุกครั้งต้องลากเสียงยาว)
อยากเดินหนอ... อยากเดินหนอ... อยากเดินหนอ...
อยากกลับหนอ... อยากกลับหนอ... อยากกลับหนอ...
กลับหนอมี 6 จังหวะ กลับหนอ... กลับหนอ... กลับหนอ... กลับหนอ...
กลับหนอ ...กลับหนอ...
พองหนอ...หาจใจเข้าไปที่ท้องยาวๆ
ยุบหนอ...หายใจออกจากท้องไม่ใช่ที่ปอดออกมายาวๆ
คำที่ใช้กำกับสติให้ระลึกได้อยู่เสมอ จะใช้คำลงท้ายด้วยหนอ เช่น
ตักหนา... กินหนอ... อมหนอ... เคี้ยวหนอ... กลืนหนอ ดื่มหนอ...
อาการการเดิน มือทั้งสองไขว่หน้าด้วยอาการสำรวม โดยใช้สายตามองไปข้างหน้าไม่เกิน 2 เมตร
อาการกิน ให้อมและวางช้อนก่อนที่จะเคี้ยว และหลับตาพิจารณาการเคี้ยว เคี้ยวหนอ... ประมาณ 25-30 ครั้ง

***ข้อมูลท่ีเก็บได้จากการปฏิบัติยุบหนอ พองหนอ***
กัมมฐานแบ่งเป็น สมถวิปัสนา  กับวิปัสสนากรรมฐาน
วิปัสสนา กับสมาธิ แตกต่างกันคือ
วิปัสสนากรรมฐานจะใช้สติกำกับรับรู้ในสิ่งต่างที่ที่เกิดขึ้นอย่างเผินๆไม่ลงลึก
โดยจะทำการแยกรูป(ร่างกาย) แยกนาม(จิตใจ)ออกจากกันให้ชัดเจน
เป็นขณิกะสมาธิ แบบสมาธิไม่ลึก ไม่ตามไปดูลึกๆเหมือนสมาธิสัมมาอาระหัง
สมาธิเป็นการทำจิตให้นิ่งแบบลงลึก แบบสมาธิสัมมาอาระหัง
ใจ รับสัญญาณ ทีเป็นอารมณ์ บอกการเจ็บป่วยและส่งไปที่สัญญาความจำในอดีตว่าเป็นอะไร และสังให้ทำตาม
ใจเป็นเพียงตัวรู้
กายเป็นตัวเจ็บเท่านั้น มีดบาดก็เจ็บตรงนั้นไม่มาที่ใจ ร่างกายปวดเมื่อย ที่รูปที่กายเท่านั้น ไม่มาที่ใจ เป็นการแยกรูป แยกนามออกจากกัน
เวทนานุปัสนา กายยานุปัสนา เห็นอริยสัจ 4
สติปัฐฐาน4 เข้าถึงอริยสัจ 4 เห็นรูป นาม เวทนาดับ
ทุกขเวทนาดับในสมาธิให้ไ้ด้ ใช้เวลา 1.30 หรือ 2 ชั่วโมง
วิปัสสนากรรมฐานมีทั้งหมด 16 ญาน ญาณที่ 3 ใช้เวลา 2 เดือนอาสวขยักญาณ แยกรูปนามใด้อย่างชัดเจน
ญาณรูปที่ 1-3 เห็นพระไตรลักษณ์อย่างชัดเจน
เห็นการดับไปอย่างชัดเจน คุ้มเข้มๆ 2 ชั่วโมง
สนองตัณหากิเลส
ให้สติตื่นรู้
กิเลสสั่ง เพลอสร้างกรรมใหม่ ต้องให้สติสั่ง สติตามรู้
กินข้าวแบบสติปัฐฐานโดนใช้สติรับรู้ทุกขณะที่กินอาหาร
เราฝึกสติยังไม่ได้ฝึกสมาธิ สติได้สมาธิจะมาเอง
สติตื่นอยู่ รับรู้ในสิ่งที่ขณะทำ
สงบ นิ่ง เฉย แยกรูป แยกนาม
จิตเข้มแข็ง ทำให้เวทนาดับได้

***การใช้วิปัสสนากรรมฐานรักษาโรคต่างๆ
    1) รักษาโรคต่างๆที่เล็กน้อยจะหายไปเอง
    2) รักษาโรคมะเร็ง ใช้เวลา 3-6 เดือน นั่งวิปัสสนากรรมฐาน เช้า กลางวัน เย็น จะหายไปเอง
    3) ผู้หญิงอายุ 65 ปี เป็นโรคกระดูกสันหลังทับเส้นประสาท ความดัน เบาหวาน ไขมันในเส้นเลือด เก้าส์ รักษาจากแพทย์ที่โรงพยาบาล แพทย์ได้ให้ยามากินเป็นกำๆจำนวนมากในการรักษาโรคดังกล่าว และต้องผ่าตัดกระดูกสันหลัง มีความศรัทธาเชื่อมั่นในธรรมโอสถสามารถรักษาโรคได้ จึงหันมารักษาโดยใช้วิปัสสนากรรมฐาน สามารถระเบิดทุกขเวทนากรรมของตนเองออกจากร่างกายได้ และโรคต่างท่ีเคยเป็นอยู่ก็หายไป ไปพบแพทย์ตรวจก็ไม่พบโรคดังกล่าวที่เคยเป็น(พบผู้ป่วย สัมภาษด้วยตนเอง และปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานร่วมกัน)

การกระทำร่างกายคือกิเลส ตัณหา
เห็นอารมณ์พระนิพพาน
ทุกข์เวทนาดับ ในญาณที่ 3 เป็นพระโสดาบัน
เส้นทางโสดาบัน รู้จักประหารกิเลส
พระพุทธเจ้าเคยเสวยพระชาติเป็นฤษีขันติดาบส โดยนางสนมของพระราชา 499 คนในจำนวน 500 คน ขณะที่พระราชาหลับได้หนีพระราชาออกมานอกวัง ขับร้องให้ความบันเทิงกับฤษีขันติดาบส พระราชารู้ทรงพิโรธ และได้ให้ทหาร ตัดข้อเท้า ฤษีขันติดาบส ต้องอดทน อดกลั้น แล้วตัดข้อมืออีก และใช้ทุกขเวทนาในสมาธิ ตัดจมูก ตัดหู และฤษีขันติดาบสก็ตาย ขณะเดียวกันพระราชาก็ถูกพระธรณีสูบตายตามด้วย
ทุกขเวทนาไม่เที่ยงจะดับในวิปัสสนากรรมฐานได้
นั่งวิปัสสนากรรมฐาน แบบนังสมาธิชั้นเดียว หรือนังขัดสมาธิ 2 ชั้น จะเกิดทุกขเวทนาขณะที่นั่ว จะมีอาการเจ็บ หรือปวดที่ขา จะต้องไม่ให้อารมณ์ ส่งไปที่ใจ
แต่ให้ใช้การสังเกตเห็นได้คือการมีสติ
คนหลับไม่รับรู้อะไรเหมือนการนั่งสมาธิ
เวชนาวิปัสสนาเห็นมรรคมีองค์ 8

***สติปัฏฐาน 4 เป็นหลักธรรมที่อยู่ในมหาสติปัฏฐานสูตร เป็นข้อปฏิบัติเพื่อรู้แจ้ง คือเข้าใจตามเป็นจริงของสิ่งทั้งปวงโดยไม่ถูกกิเลสครอบงำ สติปัฏฐานมี 4 ระดับ คือ กาย เวทนา จิต และ ธรรม
กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน - การมีสติระลึกรู้กายเป็นฐาน ซึ่งกายในที่นี่หมายถึงประชุม หรือรวม นั่นคือธาตุ 4 ได้แก่ ดิน น้ำ ลม ไฟมาประชุมรวมกันเป็นร่างกาย ไม่มองกายด้วยความเป็นคน สัตว์ เรา เขา แต่มองแยกเป็น รูปธรรมหนึ่งๆ เห็นความเกิดดับ กายล้วนไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และเป็นอนัตตา
เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน - การมีสติระลึกรู้เวทนาเป็นฐาน ไม่มองเวทนาด้วยความเป็นคน สัตว์ เรา เขาคือไม่มองว่าเรากำลังทุกข์ หรือเรากำลังสุข หรือเราเฉยๆ แต่มองแยกเป็นนามธรรมอย่างหนึ่ง เห็นความเกิดดับ เวทนาล้วนไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และเป็นอนัตตา
จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน - การมีสติระลึกรู้จิตเป็นฐาน เป็นการนำจิตมาระลึกรู้เจตสิกหรือรู้จิตก็ได้ ไม่มองจิตด้วยความเป็นคน สัตว์ เรา เขา คือไม่มองว่าเรากำลังคิด เรากำลังโกรธ หรือเรากำลังเหม่อลอย แต่มองแยกเป็นนามธรรมอย่างหนึ่ง เห็นความเกิดดับ จิตล้วนไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และเป็นอนัตตา
ธรรมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน - การมีสติระลึกรู้สภาวะธรรมเป็นฐาน ทั้งรูปธรรมและนามธรรมล้วนมีความเกิดดับ ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และเป็นอนัตตา
สติปัฐฐาน 4 กายานุปัสสนา  เวทนานุปัสสนา จิตตานุปัสสนา ธรรมมานุปัสสนา

โทสะ ตัณหา แยกรูป แยกนาม
ทุกขเวทนา การที่ไม่ดับคือการยึดมั่นถือมั่น

***พระไตรลักษณ์ มีเกิด มีดับ
ไตรลักษณ์ อนิจจัง(ความไม่ยังยืน) ทุกขัง(เกิดมามีทุกข์) อนัตตา(ไม่มีตัวตน)
ไตรลักษณ์ แปลว่า "ลักษณะ ๓ อย่าง" คือธรรมนิกาย หมายถึงสามัญลักษณะ  คือกฎธรรมดาหรือข้อกำหนดที่แน่นอนของสังขารหรือลักษณะที่สิ่งที่มีประจำอยู่ในตัวของสังขารทั้งปวงเป็นธรรมที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสรู้ ๓ อย่าง ได้แก่
1. อนิจจตา (อนิจจัง) - ความไม่เที่ยง ความไม่คงที่ ความไม่ยั่งยืน ภาวะที่เกิดขึ้นแล้วเสื่อมและสลายไป
 2. ทุกขตา (ทุกขัง) - ความเป็นทุกข์ ภาวะที่ถูกบีบคั้นด้วยการเกิดขึ้นและสลายตัว ภาวะที่กดดัน ฝืนและขัดแย้งอยู่ในตัว เพราะปัจจัยที่ปรุงแต่งให้มีสภาพเป็นอย่างนั้นเปลี่ยนแปลงไป จะทำให้คงอยู่ในสภาพนั้นไม่ได้ ภาวะที่ไม่สมบูรณ์มีความบกพร่องอยู่ในตัว
 3. อนัตตตา (อนัตตา) - ความเป็นอนัตตา ความไม่ใช่ตัวตน ความไม่มีตัวตนที่แท้จริงของมันเอง ไม่ใช่ของใคร ไม่อยู่ในอำนาจควบคุมของใคร




ตัณหาเนียนมาก
กิเลส ตัณหา โทสะ
แยก รูป แยกนาม
นาม คติ จิต
รูป ร่างกาย
นั่งวิปัสสนากรรมฐานควรนั่ง เช้า 1 ชม.  เย็น 1 ชม.
วันที่ 9 ตุลาคม 2556 นั่งได้ 2 ชั่วโมงโดยไม่เปลี่ยนท่า ได้ 2 บัลลังก์(นั่งวิปัสสนากรรมฐาน เวลาบ่าย และตอนกลางคืน) สามารถทนทุกขเวทนาได้ เวทนาดับในสมาธิได้
สัมมาอาระหัง นั่งขัดสมาธิ 2 ชั้น
ยุบหนอ พองหนอ วิปัสสนากรรมฐาน นั่งสมาธิชั้นเดียวหลวมๆ จะได้ไม่ทุกขเวทนามาก
เจริญสติ ก็คือ ทำให้ครอบคลุมทั้งหมดในกิจวัตรประจำวันของเราคือ นั่ง นอน กิน เดิน ทำงาน อาบน้ำ
สติปัฐฐาน 4 แยก รูป แยกนาม ออกจากกัน กายเจ็บ(รูป) ใจ(นาม)ไม่เศร้าตามกาย
กายเจ็บอย่าให้ส่งสัญญาณเป็นอารมณ์มาที่ใจให้รับรู้ และส่งต่อไปที่สัญญาคือความจำในอดีตที่บงบอกให้รู้ว่าคืออะไร
ต้องมีสติแล้วรู้ว่ามันต้องเกิดอย่างนี้ อย่าไปงุดงิดมัน อย่าไปโมโห มีโทษะกับมัน
บอกว่าปวดหนอ ไปเรื่อยๆ ลืมจะหายไปเอง
หลักการนั่งวิปัสสนากรรมฐาน ต้องขยัน อดทน จึงจะสำเร็จบรรลุญาณ
คนเราเกิดมาท่ามกลางแห่งความทุกข์ เปรียบเหมือนอยู่ในทะเลแห่งทุกข์ ไม่เห็นฝั่ง
ทุกข์เวทนาดับแล้วกลับมาอีก
กรรมเป็นทุกข์เวทนา
ทุกขเวทนาเปลี่ยนท่าเป็นตัณหาเพื่อคลายทุกขเวทนา
นึกถึงจดจ่อเป็นสมาธิหายใจเข้าออก บางคนคลำท้อง นึกถึงท้องหรือคลำท้อง การพองยุบ หรือจะเปลี่ยนคาพูดใหม่ก็ได้โดยใช้กุศโลบายของตนเองเพื่อให้เกิดสติได้งายขึ้น
วิธียุบหนอ พองหนอง่ายกว่าวิธีอณาปานสติในการดูอารมณ์เข้าออก
กินข้าวมีสติก็ได้บุญ เป็นการพิจารณาอาหารอย่างมีสติ
กิเลส โทสะจริต โมหะ
ทุกขเวทนา เป็นกรรมที่เกิดขึ้น
ต้องหาอุบายตัวเอง
โทสะหงุดหงิด
ถ้าสามารถทำให้เวทนาดับ โดยเวทนาอาการปวดเจ็บจะระบิดออกมาไม่ปวด เจ็บ ก็จะทำให้บรรลุโสดาบัน
เมื่อเกิดทุกขเวทนาตรงใหน ก็ให้แผ่เมตตให้เจ้ากรรม นายเวร ที่ทำให้เกิดอาการนั้น ก็จะหายไปเอง
สติต้องแข็งแรง ต่อสู้ได้ จึงจะบรรลุไปแต่ละญาณได้ในทั้งหมด 16 ญาณ
ทุกขสัตว์ กำนดรู้
หลวงพ่อจรัญใช้วิธี ยุบหนอ พองหนอ โดยเดินจงกรม 1 ชั่วโมง นั่ง
หลักการต้องเอาจริงเอาจัง ตื้อและทน
ทำตามความสามรถที่เราทำได้
ทุกขเวทนาเป็นอารมณ์
กำหนดรู้แล้วปล่อยวาง เฉยๆ
ตัณหากลัวตาย
ข้าวต้ม ตัณหา
สติต้องอยูกับปัจจุบัน อดีตและอนาคตไม่ใช่สติ
อยากกินคือตัณหา
เจริญสติทุกวัน
เวทนาหนักมาก
กำหนดรู้
ควบคุมตัณหาการกิน กินเพื่ออยู่ไม่ได้อยู่เพื่อกิน กินช้าๆจะเบื่ออาหารเองลดความอ้วน
นั่ง 2,3 และ4ชั่วโมง
นั่งกัมมัฐฐานอย่ากินน้ำมาก
หายใจลึกๆ ทำการไช้เส้นเลือดเล็กๆืที่ตันจากการหายใจปกติสั้นๆให้ทลุเลือดเดินสะดวก
เจริญอริยมรรค
ยืนวิปัสสนากรรมฐาน สามารถแก้ปัญหาการนั่งวิปัสสนากรรมฐานแล้วหลับในขณทำวิปัสสนากรรมฐาน ยืนไปสักระยะจะเกิดอาการปวดที่เท้าและขา เปลี่ยนอริยาบส ทำให้อาการปวดหายไป




                                                               นั่งวิปัสสนากัมมัฐฐาน




                                                          เดินจงกรมเพื่อเจริญสติ

วันจันทร์ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

ข้อคิดจาการฟังธรรมในงานสวดอภิธรรม

ข้อคิดจาการฟังธรรมในงานสวดอภิธรรม 15 กค 56

1. คนเราเปรียบเหมือนสิ่งที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ 3 อย่างคือ
    1. เปรียบคนเหมือนน้ำค้างที่เกาะบนต้นไม้ ใบหญ้า พอถึงเวลาแสงแดดมาน้ำค้างก็หายไป
    2. เปรียบคนเหมือนเนื้อที่ย่างไฟ ย่างไปนานๆ ก็ใหม้หมดไป
    3. เปรียบคนเหมือนบ้านที่จะผุพังไปตามเวลา มีการซ่อมแซม เสื่่่อมตามสภาพ

2. ชีวิตในสังสารวัฎ ของคนเราที่เกิดมาเป็นไปตามกรรมที่กระทำไว้
     1. มืดมาแล้วมืดไป-เกิดมาแล้วประสบความยากจนข้นแค้น และไม่ขวนขวายทำความดี ไม่สะสมบุญบารมีให้กับตนเอง ตายไปมาเกิดใหม่ก็เมือนเดิม
     2. มืดมาแล้วสว่างไป-เกิดมาแล้วประสบความยากจนข้นแค้น แต่ขวนขวายทำความดี สะสมบุญบารมีให้กับตนเอง ตายไปมาเกิดใหม่ก็จะดีกว่าเดิม
      3. สว่างมาแล้วมืดไป-เกิดมาแล้วประสบแต่ความสุข อยู่ในสื่งแวดล้อมและครอบครัวที่ดี แต่ไม่ขวนขวายทำความดี ไม่สะสมบุญบารมีให้กับตนเอง ตายไปมาเกิดใหม่ก็จะประสบความยากจนข้นแค้น
       4. สว่างมาแล้วสว่างไป-เกิดมาแล้วประสบแต่ความสุข อยู่ในสื่งแวดล้อมและครอบครัวที่ดี และขวนขวายทำความดี สะสมบุญบารมีให้กับตนเอง ตายไปมาเกิดใหม่ก็จะดีกว่าเดิม

3. สัตว์โลกเป็นไปตามกรรม

4. คนทุกคนเกิดในเบื้องต้น อยู่ในท่ามกลาง และจากไปในบั้นปลาย

5. ธรรมชาติชีวิตคองคนเราทุกคนต้องเป็นดังนี้
     1. อ่อนแก่ไปตามวัย
     2. สูงเป็นต่ำ-หนุ่มมีความสูง แก่มีความต่ำ หลังค่อม
     3. สั้นเป็นยาว-สายตา
     4.ดำเป็นขาว-ผม
     5.มั่นเป็นโยก-ฟัน
     6.ตึงกลายเป็นหย่อนยาน-ผิวหนัง
     7.ทุกส่วนหย่อนยานหมดยกเว้นหูตึง